โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผู้ประกอบการต้องรู้อะไรบ้าง เมื่อรัฐมีข้อมูลภาษีมากขึ้น
โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ไม่ได้เป็นแค่มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ภาครัฐมองเห็นข้อมูลรายรับของผู้ประกอบการได้ชัดเจนขึ้นกว่าที่เคย ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจึงควรเข้าใจกลไกนี้ให้ดี เพื่อเตรียมตัวด้านบัญชีและภาษีให้ถูกต้อง
โครงการไทยช่วยไทย พลัส คืออะไร
เป็นมาตรการต่อยอดจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เดิม โดยรัฐบาลร่วมจ่ายให้ประชาชนในสัดส่วน 60% ส่วนประชาชนจ่ายเอง 40% ของค่าสินค้าและบริการ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ฝั่งผู้บริโภค และแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ฝั่งร้านค้า
| รายละเอียด | ข้อมูล |
|---|---|
| วงเงินสูงสุด | 200 บาท/คน/วัน ไม่เกิน 1,000 บาท/คน/เดือน รวมสูงสุด 4,000 บาทตลอดโครงการ |
| ระยะเวลา | 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00-23.00 น.) |
| ช่องทางร้านค้า | แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” |
| กลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมได้ | ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป หาบเร่แผงลอย ร้านโชห่วย ร้าน OTOP ไรเดอร์ Food Delivery |
ทำไมโครงการนี้ถึงทำให้รัฐมีข้อมูลภาษีมากขึ้น
หัวใจสำคัญคือ ทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นผ่านแอป “ถุงเงิน” จะถูกบันทึกเป็นข้อมูลดิจิทัลโดยอัตโนมัติ ต่างจากการขายด้วยเงินสดทั่วไปที่ไม่มีร่องรอยการทำธุรกรรมหลงเหลือไว้ให้ตรวจสอบ เมื่อร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการ ก็เท่ากับเปิดเผยยอดขายจริงบางส่วนให้หน่วยงานภาครัฐมองเห็นผ่านระบบ ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในโครงการ “คนละครึ่ง” รุ่นก่อนหน้านี้
ประเด็นนี้ยังถูกหยิบยกโดยภาคเอกชนเองด้วย โดยฝ่ายตัวแทนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมองว่าโครงการลักษณะนี้ควรถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบภาษีอย่างยั่งยืน มากกว่าจะมองเป็นภาระเพียงอย่างเดียว
ผลกระทบที่ผู้ประกอบการควรรู้
1. รายได้ผ่านโครงการยังคงต้องเสียภาษีตามปกติ
เงินที่ร้านค้าได้รับผ่านโครงการ ทั้งส่วนที่รัฐร่วมจ่ายและส่วนที่ลูกค้าจ่ายเอง ถือเป็นรายได้จากการขายสินค้า/บริการตามปกติ ต้องนำมาบันทึกบัญชีและคำนวณภาษีเช่นเดียวกับยอดขายทั่วไป ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีแต่อย่างใด
2. ความเสี่ยงจากการเปิดเผยยอดขายเพิ่มขึ้น
ร้านค้าที่เคยมีรายได้ส่วนหนึ่งไม่ปรากฏในระบบภาษี (เช่น รับเงินสดล้วน) เมื่อเข้าร่วมโครงการจะมียอดขายบางส่วนเข้าสู่ระบบดิจิทัลที่ภาครัฐตรวจสอบย้อนหลังได้ ผู้ประกอบการจึงควรพิจารณาเรื่องความถูกต้องของการยื่นภาษีควบคู่ไปด้วย
3. โอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีอยู่แล้ว
ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนถูกต้อง ทำบัญชี และเสียภาษีอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว จะได้ประโยชน์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านภาษีเพิ่มเติม เพราะรายได้ทุกส่วนถูกบันทึกอย่างถูกต้องอยู่แล้วตั้งแต่ต้น
สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเตรียมตัว
สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส แนะนำให้ดำเนินการดังนี้
| สิ่งที่ควรทำ | เหตุผล |
|---|---|
| บันทึกยอดขายจากโครงการแยกให้ชัดเจน | ง่ายต่อการกระทบยอดกับรายงานที่กรมบัญชีกลางโอนเงินให้ |
| ตรวจสอบว่าอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ | หากมีรายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ต้องจดทะเบียน VAT ให้ถูกต้อง |
| ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีก่อนตัดสินใจเข้าร่วม | ประเมินผลกระทบภาษีล่วงหน้า ไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง |
สรุป
โครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจและจุดเปลี่ยนสำคัญด้านข้อมูลภาษีสำหรับผู้ประกอบการไทย การเข้าใจกลไกเบื้องหลังอย่างถูกต้อง และเตรียมความพร้อมด้านบัญชี-ภาษีไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้ธุรกิจได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงทางกฎหมายภายหลัง
หากธุรกิจของคุณกำลังพิจารณาเข้าร่วมโครงการนี้ หรือมีข้อสงสัยเรื่องการบันทึกบัญชีรายได้จากโครงการภาครัฐ DLW Consultants พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามกฎหมาย